5 จุดเช็คอินชวนสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งสังขละบุรี [ENG CC]

สังขละบุรีเป็นจังหวัดที่ราบรื่นด้วยความงดงามของธรรมชาติและวัฒนธรรมที่หลากหลาย ไม่ว่าคุณจะเป็นนักเดินทางที่ชื่นชอบการผจญภัยหรือต้องการสัมผัสบรรยากาศแบบชิลๆ ของท้องทุ่งสีเขียว สังขละบุรีมีอะไรให้คุณค้นพบมากมาย ในบทความนี้เราจะสรุป 5 จุดเช็คอินที่คุณไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนสังขละบุรี เพื่อให้คุณสามารถสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งจังหวัดนี้ได้อย่างแท้จริง

1. หมู่บ้านแห่งวัดถ้ำเขาวัว

5 จุดเช็คอินชวนสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งสังขละบุรี [ENG CC] - YouTube

ในสังขละบุรีมีหมู่บ้านแห่งวัดถ้ำเขาวัวที่มีบรรยากาศเงียบสงบและสวยงาม คุณจะได้พบกับถ้ำที่มีลวดลายธรรมชาติที่สวยงามและมีประวัติความเชื่อทางศาสนาอย่างหลากหลาย

2. สัมผัสกับวัฒนธรรมในงานเทศกาลสังขละบุรี

สังขละบุรีมีเทศกาลและงานสัมมนาที่น่าสนใจมากมาย อาทิเช่น เทศกาลประเพณีท้องถิ่น หรืองานแสดงศิลปะและวัฒนธรรมที่น่าตื่นเต้น คุณจะได้สัมผัสกับวัฒนธรรมและที่มาของสังขละบุรีได้อย่างใกล้ชิด

3. ชมวิวทิวเขาสายลม

สัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งสังขละบุรี: 5 จุดเช็คอินที่ไม่ควรพลาด!

สังขละบุรีมีทิวเขาที่สวยงามและน่าสนใจมากมาย คุณสามารถขึ้นเขาเพื่อชมวิวทิวทัศน์ที่งดงามของจังหวัดนี้ และถ่ายรูปสวยๆ เป็นที่ระลึก

4. รับประสบการณ์การล่องเรือแม่น้ำบางกระเจ็ด

บางกระเจ็ดเป็นแม่น้ำที่สำคัญของสังขละบุรี คุณสามารถเช่าเรือล่องเรือเพื่อสัมผัสประสบการณ์การเดินทางบนแม่น้ำที่สวยงามและเงียบสงบ

5. สนุกสนานกับอาหารอร่อยและของที่ระลึก

5 จุดเช็คอินชวนสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งสังขละบุรี [ENG CC] - YouTube

สังขละบุรีมีร้านอาหารและร้านค้าที่น่าสนใจมากมาย ลองสัมผัสกับอาหารท้องถิ่นและหาของที่ระลึกเพื่อเป็นของขวัญหรือความทรงจำจากที่นี่

สรุป: สังขละบุรีเป็นจังหวัดที่มีสิ่งมหัศจรรย์และมนต์เสน่ห์ที่ไม่ควรพลาด เมื่อคุณมาเยือนที่นี่ อย่าลืมตรวจสอบ 5 จุดเช็คอินเหล่านี้เพื่อให้คุณสามารถสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งสังขละบุรีได้อย่างแท้จริง


ข้อคิดเห็นและคำถามที่พบบ่อย:

  1. Q: สามารถเดินทางมาสังขละบุรีด้วยรถยนต์ส่วนตัวได้หรือไม่? A: ใช่ สามารถเดินทางมาสังขละบุรีด้วยรถยนต์ส่วนตัวได้โดยสะดวก
  2. Q: มีที่พักและโรงแรมที่แนะนำในสังขละบุรีหรือไม่? A: ใช่ มีโรงแรมและที่พักหลายแห่งที่น่าสนใจในสังขละบุรี
  3. Q: มีกิจกรรมใดที่เหมาะสำหรับครอบครัวในสังขละบุรีบ้าง? A: มีกิจกรรมหลายรูปแบบที่เหมาะสำหรับครอบครัว เช่น เที่ยววัด และเดินป่า
  4. Q: สังขละบุรีมีอาหารท้องถิ่นอะไรที่อร่อย? A: สังขละบุรีมีอาหารท้องถิ่นอร่อยมากมาย เช่น กุ้งเผา และข้าวต้มปลา
  5. Q: เที่ยวสังขละบุรีควรมีเวลาเที่ยวกี่วัน? A: การเที่ยวสังขละบุรีควรมีเวลาอย่างน้อย 2-3 วันเพื่อสามารถสัมผัสทุกประสบการณ์ที่น่าสนใจได้อย่างครบถ้วน

นอกเสียจากนี้คุณยังสามารถเข้าชมเว็บไซต์ ที่นี่ เพื่อข้อมูลเพิ่มเติมและโปรโมชั่นพิเศษสำหรับการเยือนสังขละบุรีครั้งหน้าค่ะ!

See also  10 จุดเช็คอินพักกินเที่ยวพัทลุง เที่ยวเมืองลุงๆ น่ารักจังฮู้

5 จุดเช็คอินชวนสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งสังขละบุรี [ENG CC] [VIDEO]

“1 สะพาญมอญสังขละบุรี
GPS : https://goo.gl/maps/phg23sATPdg92Ya56

2 จุดขึ้นเรือบริเวณเชิงสะพานมอญสังขละบุรี
เวลาล่องเรือ : 06.00 – 17.00 น.

3 วัดวังก์วิเวการาม (ใหม่)
พิกัด : หมู่ที่ 2 ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี
GPS : https://goo.gl/maps/xoZNseMYtS6ABcQV6

4 ร้านหมูจุ่มยาใจ
พิกัด : ตลาดสังขละบุรี ตรงข้ามเซเว่น

5 ด่านเจดีย์สามองค์
พิกัด : ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี
ติดต่อสอบถามการเปิด-ปิดด่านได้ที่ ตม.สังขละบุรี โทร 034-595-335
GPS : https://goo.gl/maps/cmcnyYrfqHGCXDBt8

ดูข้อมูลเพิ่มเติม https://www.chillpainai.com/scoop/10940/

#สังขละบุรี #กาญจนบุรี #สะพานมอญ

ดูรีวิวข้อมูลท่องเที่ยวเพิ่มเติมได้ที่ http://www.chillpainai.com/
Facebook : https://www.facebook.com/Chillpainai
Instagram : https://www.instagram.com/chillpainai/
Twitter : https://twitter.com/Chillpainai
รับสิทธ์ซื้อวอเชอร์ที่พักราคาพิเศษ เพิ่มเพื่อน LINE ID : @Chillpainai หรือกด https://line.me/R/ti/p/%40bfa4984h”

เนื้อหาของวิดีโอ 5 จุดเช็คอินชวนสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งสังขละบุรี [ENG CC]

หากพูดถึงสถานที่ในประเทศไทยที่ต้องไป ผัดให้ได้สักครั้งในชีวิต คงจะต้องมี สังขละบุรีอยู่ในลิสต์อย่างแน่นอนค่ะ เพราะว่าที่นี่เป็นเมืองสองวัฒนธรรมที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว ระหว่างวิถีชีวิตของชาวไทยมอญ 2 ฝั่งสะพาน อุตมานุสรณ์ เป็นวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ผู้คนเป็นมิตรและ สถานที่ท่องเที่ยวมีเอกลักษณ์ จึงทำให้เมืองแห่งนี้เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ ที่ต้องมาเห็นด้วยตาสักครั้งค่ะ ไม่ว่าจะหน้าร้อนที่เราสามารถมองเห็นเมืองบาดาลและวัดจมน้ำได้อย่างสวยงามและชัดเจนที่สุด หรือหน้าฝนที่มีสายหมอกลอยมาให้ฟินเบาๆ และหน้าหนาว สาวที่อากาศเย็นสบายมากๆ ฉะนั้นอย่ารอ ชิลไปไหนขอชวนไปเช็คอินกับ 5 สถานที่ช่วงสัมผัสมนต์เสน่ห์ สังขละบุรี จะมีที่ไหนบ้างตามไปดูกันเลยค่ะ มาเริ่มต้นกันด้วยจุดเช็คอินหลักของเมือง สังขละอย่างสะพานมอญ หรือว่าสะพานอุตตมานุสรณ์ค่ะ เป็นสะพานไม้ข้ามแม่น้ำที่ยาวที่สุดในประเทศไทย มีความยาวถึง 447 เมตร สร้างโดยหลวงพ่ออุตตมะและชาวบ้านที่มีความศรัทธา สร้างขึ้นเพื่อเป็น ทางเชื่อมระหว่างชุมชนชาวมอญ กลับชุมชนชาวกะเหรี่ยง ให้เดินข้ามสัญจรไปมาระหว่าง ฝั่งแม่น้ำได้สะดวกสบายขึ้นค่ะ สำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเราๆสามารถเดินเที่ยวชม ฝั่งไหนก่อนก็ได้ค่ะ แต่ว่าแนะนำให้มาไม่ช่วงเช้าก็ช่วงเย็นๆเลยค่ะ จะได้ไม่ร้อนแล้วก็มั่นใจได้ว่าจะได้รูปสวยๆอย่างแน่นอน ในช่วงเช้าจะมีไกด์เด็กนักเรียนพาเดินชมสะพาน พาเดินเล่นชวนคุยแล้วก็เล่าประวัติความเป็นมาของ พานให้ฟังจนเฟิสเพลินเลยล่ะค่ะ อีกหนึ่งมนต์เสน่ห์ของสังขละบุรีที่อยู่ในช่วงเช้าค่ะ คือเราไม่ควรพลาดกับกิจกรรมการตักบาตร เพื่อนๆสามารถมา ตักบาตรได้ทั้งจาก ฝั่งไทยและฝั่งมอญค่ะแนะนำให้มาถึงบริเวณที่ใส่ กันประมาณช่วง 6:00 น นะคะ แล้วก็ข้ามไปใส่บาตรที่ฝั่งมอ หรือว่าฝั่งเดียวกับวัดฟังวิเวการามใหม่ คำว่าฝั่งนี้มีตลาดให้เดินซื้อของและร้าน เช้าอย่างพวกโจ๊กชากาแฟและปาท่องโก๋ให้กินเป็นมื้อเช้าด้วยค่ะ ในส่วนของชุดตักบาตรก็มีให้เลือกซื้ออยู่ริมถนนเลย ชุดละประมาณ 99 บาทค่ะ แถมมีชุดนอนให้เลือกใส่ฟรีทั้งของผู้หญิงผู้ชายเลยจ้า ผานั่งเรือไปต่อกันที่วัดใต้น้ำหรือว่าเมืองบาดาล สังขละบุรีกันค่ะ เป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ ที่ห้ามพลาดของที่นี่ ใครมาถึงแล้วให้เดินไปแถวๆเชิงสะพานมอญ จะมีคนจะเหลือคอยแนะนำและพาเราไปที่ท่าเรือ ซึ่งอยู่ติด สะพานมอญเลยค่ะ หรือก็จะมี หลายแบบหลายขนาดให้เลือก ราคาเช่าเหมาเรือทัวร์เมืองบาดาลตกลำละ 500-600 บาทค่ะ ขึ้น กับที่ตกลง สถานที่ที่จะไป ส่วนใหญ่แล้วจะรวมประมาณ สถานที่ค่ะคือวัดเก่าจมน้ำ หรือวัดวังก์วิเวการาม วัดศรีสุวรรณ จะใช้เวลาล่องเรือประมาณ ถึง 2 ชั่วโมง ทั้ง 3 วัดที่เราจะล่องเรือไปชม ถ้าสังเกตดีๆ หรือว่ามองจากภาพมุมสูงก็จะเห็นได้ว่าวัดทั้ง 3 ทำมุมเป็นสามเหลี่ยมครอบจุดบรรจบของแม่น้ำซองกาเลีย แม่น้ำปีขี้และแม่น้ำรันตีที่ไหลมารวมกัน เรียกว่าสามเหลี่ยม ศพนั่นเองค่ะ ใช้เวลาจากสะพานมอญไม่นาน เราก็มาถึงวัดแรกค่ะ คือวัดเก่าจมน้ำหรือว่าวัดวังก์วิเวการามเก่า วัดนี้เป็นวัดมอญวัดแรกที่หลวงพ่ออุตตมะร่วม ชาวบ้านชาวกะเหรี่ยงและมอญ ได้ร่วมกันสร้างขึ้นมาในปีพ.ศ 2527 ค่ะ สำหรับจุดหมายปลายทางต่อไปของเราก็คือวัดศรีสุวรรณค่ะ ซึ่งเป็นวัด ของชาว แต่เนื่องจากเรามาในช่วงหน้าฝนค่ะ วัดจึงจมน้ำแบบที่เรียกได้ว่ามิตรหลังคาไม่เห็นอะไรเลย เราจึงต้องเดินทางต่อไปยังวัดสุดท้าย หรือว่าวัดสมเด็จเป็นวัดไทยและวัดเดียวที่ไม่ถูก น้ำท่วมค่ะ เมื่อมาถึงบริเวณท่าเรือด้านหน้าก็จะมีดอกไม้ ขายชุดละ 20 บาท แล้วเดินขึ้นบันไดไปต่อ ประมาณ 50 เมตรก็จะเห็นตัวโบ ซึ่งภายในมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ค่ะ เราสามารถนำดอกไม้ที่ซื้อมาเข้าไป สาระกันได้เลย นั่งเรือชมวัดเก่ากันแล้ว เราจะพาขึ้นฝั่งไปเที่ยววัดวังก์วิเวการามกันค่ะ วันนี้ชาวบ้านโดยทั่วไปมักจะเรียกว่าวัดหลวงพ่ออุตตมะ เป็นวัดที่สร้างขึ้นใหม่ ถือเป็นศูนย์ จิตใจของผู้คน หลายเชื้อชาติ ที่อาศัยอยู่ในอำเภอ สระบุรีค่ะ ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยชาวกะเหรี่ยงหรือว่าชาวมอญ มีสถานที่สำคัญอยู่หลายแห่ง ทั้งปราสาท 9 ยอด วิหารพระหินอ่อน และอุ สดวัดวังก์วิเวการาม อีกฝั่งนึงของวัดก็ยังมี สถานที่สำคัญ อีกแห่งนึงค่ะ คือใจดี พุทธคยาจำลอง ที่สร้างขึ้นมาโดยหลวงพ่ออุตตมะ จำลองแบบ ฝากเจดีย์พุทธคยาประเทศอินเดีย บนยอดเจดีย์ประ สารีริกธาตุ ที่หลวงพ่ออุตตมะอัญเชิญมาจาก ประเทศศรีลังกา เพื่อไว้ให้ชาวบ้านได้มา สักการะบูชาค่ะ สำหรับปราสาทเก้ายอดภายในจะเป็นที่ตั้งของโรงบรรจุ ของหลวงพ่อ อุตตมะค่ะ มีลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ทางศิลปกรรมของชนชาติมอญ ทำโดยฝีมือ จากเชียงใหม่ ตัวโลงจะเจาะช่องใส่กระจกให้สามารถมองเห็นภายในได้เรียกว่าลายขุนแผนเปิดม่าน แต่เดิมมีความเชื่อกันว่า การทำปราสาทมอญเป็นการส่งวิญญาณให้ไปสถิตณสรวงสวรรค์ ถือเป็นอีกหนึ่งจุด ค่ะที่เราควรเข้าไป กระทะเพื่อความเป็นสิริมงคลให้ ตัวเองจ้า เที่ยวกันจนเหนื่อยแล้วไปหาอะไรกินกันบ้างดีกว่าค่ะ เราจะพาเพื่อนๆไปชิมหมูจุ่มไม้ละบาท ที่ร้านยาใจ ร้านนี้คนท้องถิ่นเขาแนะนำเลย อยู่บริเวณหน้าเซเว่นสังขละบุรีค่ะ เริ่มขายตั้งแต่ประมาณ 17:00 น ของทุกวัน ถึงที่นี่ ทุกคนก็จะ จับจองที่นั่งค่ะ แล้วก็เริ่มหยิบหมูจุ่มจากในหม้อมากินกัน โดยเนื้อหมูและเครื่องในจะถูก เป็นชิ้นเล็กๆเสียบไม้เป็นร้อยๆไม้วางเรียงอยู่ในหม้อซุป ที่มีรสหวานจางๆคล้ายกับน้ำพะโล้ รอให้ทุกคนไปหยิบทานกันได้ตามใจชอบเลยค่ะ ทานพร้อมกับน้ำจิ้มสูตรเด็ดที่มี 2 สูตรให้เลือก ตาไก่ชอบรสชาติจัดจ้านหน่อย ต้องจิ้มกับน้ำจิ้มซีฟู้ดเลยค่ะ แต่ถ้าใครชอบรสชาติที่อ่อนลงมาหน่อย แต่ก็ยังมีความเผ็ดนัวๆ ก็ต้องจิ้มกับซอสพม่าเลยค่ะ บอกเลยว่าอร่อยถูกใจหยิบจิ้มกันจนเพลินอย่างแน่นอนจ้า ปิดท้ายกันด้วยการไปช้อปปิ้งที่ด่านเจดีย์สามองค์หรือว่าหินสามกองค่ะ จุดกั้นพรมแดนระหว่างประเทศไทยและพม่า ซึ่งตามคำบอกเล่าได้กล่าวไว้ว่า ในสมัยก่อนที่แห่ง ช่องทาง ที่สำคัญในการ ทำสงครามไทย – พม่า ต่อมาในปีพ.ศ 2472 ศรีสุวรรณคีรีเจ้าเมือง สังขละบุรี จึงได้นำชาวบ้านมาสร้างเจดีย์จากหินกองใหญ่ จนกลายเป็นเจ 3 องค์ที่เห็นอยู่ในปัจจุบันค่ะ หากใครมาเที่ยวบริเวณนี้ เราขอแนะนำให้เริ่มต้นด้วยการไปสักการะเจดีย์สามองค์ก่อนเลยค่ะ จากนั้นก็เดินเล่นแวะซื้อของฝากตามร้านต่างๆที่อยู่บริเวณด่าน ซึ่งมีสินค้ามากมายที่มาจากฝั่งพม่า ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับ เครื่องหมายของตกแต่งบ้าน ถ้าใครเดินกันจนเบื่อแล้วไม่รู้จะไปไหนต่อ ก็สามารถข้าม อยากไปเที่ยวพม่ากันได้ค่ะ ใช้แค่บัตรประชาชนและชำระค่าบริการ โดยเจ้าหน้าที่จะเก็บบัตร ประชาชนตัวจริงเอาไว้ 1 ใบและให้ งั้นเราก็ข้ามด่านไป เสียค่าธรรมเนียมเข้าฝั่งพม่าอีกคนละ 40 บาท โดยสามารถเข้าออกได้ตั้งแต่เวลา 6:00 น ถึง 18:00 น ค่ะ หรือถ้าใครอยากมีคนนำเที่ยวเพราะมีรถนำเที่ยวด้วยก็มีให้บริการอยู่ หลายเจ้าเลยค่ะ อยู่ใกล้ๆกับด่านเจดีย์สามองค์เลย โดยจะพาเที่ยวประมาณ 5-7 ที่ เช่นเจดีย์ทองหลวงพ่อทันใจวัดเสาร้อยต้น แล้วก็ ภาษาพม่าค่ะ ราคาก็จะตกอยู่ที่ประมาณ 300 บาท ต่อคน หรือว่าตามตกลงจ้า เป็นยังไงกันบ้างครับกับพิกัดที่ดีที่เราหยิบมาแนะนำกัน ถูกใจก็อย่าลืมกด Subscribe Channel ติดตามแฟนเพจชูไปไหนไปด้วยนะครับ จะได้ไม่พลาดเรื่องราวท่องเที่ยวอัพเดทใหม่จากพวกเรา

See also  กิน เที่ยวครบ จบ ในทริปกระบี่!!!